ทดลองเหงา

Posted in ในพริบตา | 2 Comments

13.9

13.9 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิเวลาตีสี่เมื่อเช้านี้
อากาศเย็นจนฉันแสบคอ อากาศเย็นจนฉันตื่นขึ้นมาเพื่อกระชับผ้าห่ม
ฉันคิดถึงเธอจนจับใจ และรู้สึกอบอุ่นขึ้น

18 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิเมื่อฉันเริ่มทำงาน
ภายในรุ่มร้อนเพราะเป็นห่วงเธอ
บางสิ่งบางอย่างรอรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม
ตามองโทรศัพท์ เฝ้าคอย

24 องศาเซลเซียส คืออุณภูมิเมื่อเธอโทรกลับมา
บอกข่าวที่ฉันอยากได้ยิน
กอดฉันผ่านทางเสียงทุ้มๆ ของเธอ
อากาศรอบกายเหมือนมีไอระเหยของความคิดถึง

Posted in ในพริบตา | Leave a comment

ย้าย

เพื่อนรักของฉันย้ายที่ทำงานไปแล้ว
แรกเริ่มเดิมที ฉันรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย เมื่อต้องมาทำงานที่เดียวกันกับเพื่อน
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ได้เคยบอกว่าการทำงานร่วมกับเพื่อนรักอาจทำให้เราเสียเพื่อนไปได้
แต่เราสำหรับเราทั้งสองคน เมื่อเราได้ทำร่วมกันมา 3 ปี กับ 2 ที่ทำงาน
ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่จริงเสมอไป และเราผ่านมันมาได้

เพื่อนรักของฉันย้ายที่ทำงานไปแล้ว
คราวนี้ฉันมั่นใจว่า ตัวเองคงไม่ได้ย้ายตามเธอไปอีก
ครานี้เราคงได้ห่างกันในระยะห่าง ตลอดกาล
ระยะห่างของร่างกาย ระยะห่างของสิ่งแวดล้อม
แต่ไม่ใช่ระยะห่างของจิตใจ

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอย้ายออกไป เราก็ยกหูโทรศัพท์คุยกันในทันที
ระยะห่างของการเว้นเวรรคในฐานะเพื่อนร่วมงาน
ก็ได้เปลี่ยนเป็นระยะห่างของเพื่อนสนิท ที่อยู่คนละสถานที่
เราเปิดอกคุยกันมากขึ้น
เรากล้าพูดความรู้สึกของเรามากขึ้น
และเราก็กลับกลายมาเป็นที่ปรึกษากันดังเก่าก่อน

ลาก่อนเพื่่อนร่วมงาน
สวัสดีเพื่อนรักคนเดิม

Posted in ในพริบตา | 1 Comment

เปลี่ยน

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันเพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของฉันในสถานที่อีกแห่งหนึ่งเป็นชื่อเดียวกันนี้ สาเหตุที่เปลี่ยนเป็นเพราะฉันเบื่อกับชื่อเดิมหนึ่ง รู้สึกอิ่มตัวกับมัน และอีกหนึ่งที่สำคัญก็คือฉันเป็นพวกแยกประสาทสัมผัสไม่ค่อยได้ เมื่อทำสิ่งใดแล้วก็จะมุ่งมั่นทำอยู่อย่างเดียว เมื่อมีชื่อก็อยากจะมีชื่อเดียว หากไปอีกที่หนึ่งเป็นชื่อหนึ่ง อีกที่หนึ่งเป็นอีกชื่อ ทำให้ฉันสับสนงงงวย

แต่อย่างไรก็ตาม ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะทิ้งที่นี่ไป แม้ว่าจะมีชื่อซ้ำกันสองที่แล้ว เพราะวัตถุประสงค์ของการมีสถานที่แห่งนี้ก็เพื่อเป็นต้นร่างของงานเขียน ไม่ได้ขัดเกลา ไม่ได้ตบแต่ง เรียกว่าเป็นความรู้สึก เป็นประสาทสัมผัสกับแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ดิบเถือน

ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ฉันรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่ไหนๆ บอกเพื่อนสนิทให้ติดตามมาได้เพียงแค่สองคนเท่านั้น และเมื่อดูจากสถิติการเข้ามารับชมบล็อกของฉันก็พบว่าไม่ใคร่จะมีผู้คนเข้ามาแวะเวียนเยี่ยมชมสักเท่าไหร่ ช่วงเหมาะจะเป็นสถานที่ในการบันทึกความทรงจำระหว่างวันเสียนี่กระไร

พริบตานั้น ฉันก็พบว่าโลกไปนี้ช่างเงียบสงบ เมื่อเรามองเห็นมุมสงบในตัวเราอย่างแท้จริง

Posted in ในพริบตา | 1 Comment

ประภาคารกับดวงดาว…เขาในใจของคุณ เป็นแบบไหน?…

เมื่อสองสามวันก่อน มีเพื่อนสาวที่เชี่ยวชาญด้านประภาคาร ปุจฉาขึ้นมาว่า
ประภาคารกับดวงดาว…เขาในใจของฉัน เป็นแบบไหน?…

แว้ปแรกที่ได้ยินรู้สึกมีนงงมาก ส่วนหนึ่งเพราะไม่เคยนำเอาเขาคนนั้นไปเปรียบเทียบกับประภาคารมาก่อนเลย
และก็ไม่เคยคิดว่าความรักที่ตัวเองมีอยู่จะเป็นรักที่โรแมนติก หรือแปลกประหลาดอะไรมากมาย เหมือนกันการเฝ้ามองประภาคารที่อยู่ไกลลิบๆ

ความรักที่บังเกิดขึ้นมาในใจฉัน ฉันคิดเสมอว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เหมือนดังว่าตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องลุกออกจากเตียง
เวลาเข้าห้องน้ำก็หยิบหนังสือเข้าไปอ่านด้วย หรือว่าหากต้องการจะกินไข่เจียวต้องต้องตั้งไฟให้ร้อนเสียก่อน เป็นไปดังนั้น

แต่เมื่อย้อนคิดไปอีกครั้ง การที่คิดว่าประภาคารหรือดวงดาว มีความหมายถึงจุดมุ่งหมายในชีวิต แสงสว่างนำทางยามรู้สึกมืดบอด…เขาคนนั้นของฉัน ก็เป็นส่วนหนึ่งในความฝันของฉันทั้งยามหลับและยามตื่น เป็นคนที่ทำให้ฉันมีกำลังใจทุกครั้งเมื่อคิดว่าเส้นทางชีวิตของเราทาบทับกันอย่างไรและจะดำเนินร่วมกันไปอย่างไรในอนาคต

‘ก็ถามเธอว่ามองเขา(คนนั้น)เป็นแบบไหน’ นี่เป็นคำถามต่อมาของเพื่อนสาว

นั่นเป็นคำถามที่ยากกว่าคำถามแรกเสียอีก ฉันแทบขมวดคิ้วทีเดียวตอนพยายามคิดคำตอบเรื่องนี้
เมื่อแรกเริ่มที่คบกัน ฉันยอมรับว่าฉันใช้อารมณ์และความรู้สึกว่าเสียยิ่งกว่าเหตุผล และฉันใช้การดมกลิ่นมากไปกว่าการใช้สายตา ดังนั้นการถามเอาว่าฉันมองคนรักของฉันเป็นแบบฉัน จึงตอบได้ยากกว่าที่ถามว่า ‘ฉันชอบกลิ่นของเขาคนนั้นหรือเปล่า’ ขออภัยหากเป็นการเอ่ยปากที่ค่อนข้างจะไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน

ฉันมองว่าเขาคนนั้นเป็นแบบไหน หลังจากที่ฉันพยายามคิดหาคำตอบ…ก็คงจะได้ออกมาประมาณนี้คือ เขาคนนี้เป็นตัวของเขาเอง ที่สามารถปรับตัวเขาหาตัวฉันได้อย่างประหลาดโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย และทำให้ฉันสามารถแสดงตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องปิดบังเก็บกดไว้เวลาที่เราอยู่ด้วยกัน

เขาไม่ใช่ผู้ชายที่เปิดเผยทุกเรื่องกับฉัน แต่ทำให้ฉันสบายใจได้ทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้
เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ฉันจะพูดคุยได้ทุกเรื่อง แต่ทำให้ฉันมีความสุขที่ได้พูดคุยด้วยแม้ประโยคสั้นๆ
เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ทำทุกอย่างเพื่อฉัน แต่ยินดีรับทุกอย่างที่ฉันทำให้
เขาไม่ใช่ผู้ชายที่คิดถึงฉันเป็นอันดับแรก แต่ไม่เคยลืมที่จะบอกเล่าถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกในชีวิตเขา
เขาไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่ฉันรัก แต่เป็นผู้ชายคนเดียวที่ฉันอยากจะรักตลอดไป

คุณไม่ใช่ประภาคารหรือดวงดาวของฉัน และฉันไม่ได้อยากให้คุณเป็น
สิ่งที่ฉันต้องการคือให้คุณเป็นตะเกียงที่ฉันสามารถถือไว้ข้างกาย และก้าวเดินผ่านความมืดมิดของห้วงเวลาไปด้วยกัน

Posted in ในพริบตา | 1 Comment

ความอ่อนไหวด้านมืด…คุณยาย

หลายครั้งที่ฉันอ่อนไหวไปกับงานที่ทำอยู่
งานว่าด้วยการให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ผู้ป่วย ที่ฉันอ่อนไหวเป็นพิเศษไม่ใช่เรื่องที่ผู้ป่วยอาการหนักมากจนใกล้ระยะสุดท้าย หรือการที่ผู้ป่วยต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วยของเขา

เปล่าหรอกค่ะ ฉันไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไร เพียงแต่สิ่่งเหล่านั้นล้วนเป็นเหตุการณ์ปกติ แสนปกติของชีวิตในโรงพยาบาล และพวกเราล้วนต้องใจจดจ่อกับงานที่ตัวเองทำ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ได้รับสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ที่สุด ในแต่ละสภาวะของพวกเขา

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันอ่อนไหว …อ่อนไหวจนเศร้าหมอง หรืออ่อนไหวไปในทางเกรี้ยวกราดจนไฟแทบลุกเมื่อเจอผู้ป่วยก็คือ ผู้ป่วยประเภทไม่พยายามช่วยเหลือตัวเอง บุคคลประเภทที่คิดว่าผู้อื่นควรจะต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้ ไม่พอใจที่บุคคลใกล้ชิดไม่กระทำการบางอย่างให้

ยกตัวอย่างเช่น คุณยายคนหนึ่งที่ฉันไปสอนพ่นยา ที่ยืนยันตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันเดินเข้าไปว่า ‘ทำไม่ได้’ พร้อมจะร้องไห้ตลอดเวลา และบอกเสมอว่าจะให้ลูกชายกดหลอดยาพ่นให้ …คือ คุณยายคะ หนูเข้าใจค่ะ ว่ายายรักลูกชายมาก และคงอยากจะให้ลูกดูแลคุณยายตลอดเวลา แต่ว่าการที่เราจะให้ใครสักคนมีความสุขเวลาที่อยู่ใกล้เรานั้น เราควรจะทำแบบนี้หรือ ควรจะทำตัวว่าไม่มีแรงกดยา ไม่มีแรงสูดยา ไม่สามารถกลืนยาได้ ทานยาอะไรก็ใจสั่่น ปรับขนาดยาเองเพราะรู้สึกว่ายาเยอะเกินไป

อาจจะใจร้าย แต่ขอบอกว่าตัวฉันเองเมื่อเจอบุคคลที่มีคติความเชื่อเกี่ยวกับตัวเองแบบนี้แล้ว ฉันแทบจะหมดแรงในการให้คำปรึกษาลงไปเป็นครึ่ง

ระบายออกมาเถอะค่ะ หากว่าคุณยากอยากจะบอกเล่าให้ฟังว่า คุณยายเหงาเพียงไร ที่ต้องอยู่บ้านที่ไม่มีลุกหลานเอาใจใส่ ขอเงินสองร้อยก็ยังไม่ให้ หรือว่าแม้แต่นอนโรงพยาบาลก็ยังไม่ค่อยมีคนยอมมาเฝ้า

ระบายมาเถอะค่ะ ถ้าหากคุณยายเห็นว่าการเก็บเกี่ยวข้าวโพด ของลูกหลาน หรือการที่เขาจะต้องดูแลครอบครัวของเขาเองนั้น มันเลวร้ายมากเมื่อเที่ยบกับการที่เขาไม่มานั่งเฝ้าแม่ของเขาเองที่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเวียนหัว

แต่คุณยายคะ ได้โปรดอย่าทำให้หนูรู้สึกว่าคุณยายทำตัวอ่อนแอเพราะนั่นทำให้ทุกคนเห็นใจ อย่าทำให้หนูรู้สึกว่าการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ของคุณยายเป็นเพราะตัวคุณยายเองอยากมีภาพพจน์แบบนั้น

ได้โปรดลุกขึ้นมา ดูแลตัวของคุณยายเอง …คนตาบอดยังสามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ยังสามารถดูดอาหารเหลวลงกระเพาะตัวเองได้ หากว่าเขาอยากจะทำ เพราะเขารู้ว่ารอยยิ้มของเขานั้น ทำให้บุคคลรอบกายที่รักเขาบรรเทาความทุกข์กาย ทุกใจลง

โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ที่คนแข็งแรงปกติอยากจะมาอยู่
โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ที่จะมาให้เป็นเครื่องต่อรองในการตอบโต้ทางอารมณ์ของครอบครัว

โรงพยาบาลยินดีต้องรับบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเสมอ แต่ตัวพวกเราเองควรจะรู้ให้แน่ชัดว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งใดกันแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้น การมาโรงพยาบาล หรือการรักษาอาการเจ็บป่วยในจิตใจด้วยตัวเอง ได้โปรดรักตัวเองให้มากๆ ได้โปรดแสดงพลังของตัวเองออกมา แม้ว่ามันจะทำให้มีคนสนใจเราน้อยลง แต่มันแสดงถึงการที่เราสนใจตัวเองมากขึ้นนะคะ

ได้โปรดแข้มแข็งนะคะคุณยายที่รักทั้งหลาย

Posted in ในพริบตา | 1 Comment

ไม่มีภาพประกอบ

เป็นเวลาประมาณ 1 เดือนแล้วที่กล้องถ่ายรูปของฉันเสีย

อาการเสียของมันก็ถือเมื่อกดชัทเตอร์ลงแล้ว ภาพที่ปรากฏบนจอมอนิเตอร์จะมีขีดเป็นเส้นๆ ขึ้นอยู่เต็มไปหมด ทดลองนำกล้องมาต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อดูภาพ ก็ยังมีลักษณะเป็นเช่นเดียวกัน หลายต่อหลายคน และความรู้สึกของตัวฉันเองบอกให้ส่งศูนย์ซ่อม แต่มาจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ทำ กล้องถ่ายภาพของฉันจึงยังคงมีสถานะเป็นผู้ป่วยอยู่

ผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งฉันได้มีโอกาสดูแล เป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ นัยว่าพอมีความรู้เรื่องกล้องถ่ายรูปอยู่บ้าง ได้แนะนำให้ฉันลองปรับความละเอียดของภาพ เป็นสูงขึ้นหรือต่ำลง เพราะว่าบางกรณีมันทำให้ไอ้เส้นๆ เหล่านั้นมันหายไป

ฉันรับฟังด้วยความยินดี เปี่ยมด้วยความหวัง…บางครั้งกล้องถ่ายรูปน้อยๆ ของฉันอาจจะโชคดีในลักษณะเดียวกัน

แต่มันไม่ใช่หรอกค่ะ แต่ก็ไม่ใช่คำแนะนำที่เลวร้ายเสียทีเดียว เพราะหลังจากที่ฉันพยายามหมุนปรับโหมดต่างๆ เล่นดูแล้ว ก็พบว่าบางโหมดอัตโนมัติของกล้อง อย่างเช่น mode copy ที่ถ่ายออกมาเป็นภาพขาวดำนั้น ระดับของขีดขวางๆ ที่มองเห็นได้นั้นเล็กลงไปกว่าเดิม และระดับความจัาของแสงตกกระทบ ก็มีผลส่วนหนึ่งในการเกิดเส้นมาก-น้อย ของกล้องนี้เช่นเดียว

ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายเมื่อได้ทดลองเล่นดูแล้ว

แม้ว่ามันไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่ฉันก็รู้สึกดีใจที่ได้ค้นพบอะไรบางอย่าง บางอย่างที่อาจจะไม่มีความหมายอะไรด้วยตัวของมันเองเลย

งานพิธีวางพวงมาลาวันปิยะมหาราช

ฉันเข้าร่วมขบวนพิธี แถวหน้าสุดถัดจากพวงมาลาดอกไม้สดนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาล และพ่อบ้านของโรงพยาบาล ตำแหน่งพ่อบ้านอย่าเข้าใจผิดไปเชียวว่าเป็นตำแหน่งต่ำต้อย หากตำแหน่งพ่อบ้านแท้ที่จริงแล้วคือหัวหน้างานบริหารทั่วไปนั่นเอง พ่อบ้านของรพ.ฉันเป็นผู้หญิง

กล้องถ่ายรูปที่พ่อบ้านหยิบติดมือมาด้วยเป็นของส่วนตัว เธอยื่นมันมาให้ฉันพร้อมทั้งขอให้ฉันเก็บภาพงานพิธีให้ด้วย นัยว่าเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าโรงพยาบาลและบุคคลในโรงพยาบาล ก็คือพวกเราๆ ท่านๆ นั้นได้มางานนี้จริงๆ

ฉันรับกล้องมาถ่ายด้วยความเต็มใจ กล้องคอมแพ็คเล็กๆ ถ่ายได้ง่ายดายอยู่แล้ว ภาพที่ต้องการก็ไม่ได้ต้องการความสวยงามหรือมุมมองแปลกใหม่อะไรนัก

ข้างๆ แถวยาวปานกลางของโรงพยาบาล ก็มีแถวสั้้นกว่าของสสอ. สสอ. ก็คือ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ชื่อย่อนี้ประเทศเราไม่น้อยหน้าใคร พี่สาวคนหนึ่งที่ทำงานสสอ. ยกกล้องขึ้นถ่ายอย่างต่อเนื่อง ทีแรกฉันก็ไม่ได้รู้สึกเอ๊ะใจอะไร แต่เมื่อเธอยกกล้องขึ้นถ่ายถี่ขึ้น ฉันก็อดสนใจตามไปด้วยไม่ได้

‘ป้ายา กล้องเป็นอะไร’ พี่สาวคนนี้ที่จริงแล้วคงอายุสักอาของฉันเห็นจะได้ แต่ใครต่อใครพากันเรียกเธอว่าป้าจนพลอยติดปาก
ฉันแปลกใจจนต้องถามออกมาเมื่อเห็นว่ากล้องถ่ายรูปของป้าจอแอลซีดีมืดดับ แถมยังมีรอยร้าวผ่าทะแยงกลางเป็นแนวยาว

‘อ๋อ เภสัช กล้องของป้าน่ะมันตกน่ะ เห็นแบบนี้ป้าถ่ายมาพันกว่ารูปแล้วนะ ตั้งแต่ที่มันตกมา’ ป้ายายังคงยกกล้องถ่ายอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีขบวนหน่วยงานราชการต่างๆ ผ่านด้านหน้าเพื่อวางพวงมาลา

ทั้งขำ ทั้งทึ่ง ฉันไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร
บางทีกล้องที่ยังมองเห็นภาพแต่เป็นเส้นๆ อาจจะสู้กล้องที่จอแอลซีดีดับหากว่าภาพถ่ายแจ่มชัด
หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะความคาดหวังใน ‘กล้อง’ ของแต่ละคนแตกต่างกันก็เป็นได้

ฉันพยายามหันมาปรับกล้องตัวเองให้มีเส้นๆ นั้น น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผื่อว่าบางภาพจะนำมาใช้บ้างได้ แต่จนแล้วจนรอด ฉันก็มองเห็นตำหนิของมันมากกว่าจะชื่นชมว่า ‘มีรอยน้อยกว่าภาพเมื่อกี้นะ’ ความนิยมความสมบูรณ์แบบของฉันยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าชีวิตช่วงนี้ของฉันจะยังไม่ถูกเติมเต็ม และเว้าแหว่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

พริบตา ในวันที่ไม่มีภาพประกอบ

Posted in ในพริบตา | 1 Comment

หลงลืม

วันนี้ฉันชักชวนตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเดินออกกำลังกาย หลังจากที่่ห่างหายไปเสียหลายวัน
เหตุผลที่ฉันใช้บอกตัวเองในการหายตัวไปจากการกิจกรรมนี้มีตั้งแต่

การปวดข้อเท้าจากการหักโหมวิ่งในคราวก่อนหน้านี้
การที่ฝนตกปรอยในหลายต่อหลายคราวที่ตื่นขี้นมา
การที่ฝนตกปรอยในหัวใจของฉัน…บางคราวที่ตื่นขึ้นมา

แต่นั่น…ฉันรู้ว่าทุกสิ่งไม่มีอันใดจริงยิ่งกว่าการที่ฉันปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความเหนี่ยวหนืดหาทางออกไม่ได้ในความรู้สึกซับซ้อนของตัวอง
จะโทษใคร…

จริงๆ แล้วในชีวิตของฉัน ฉันรู้ตัวว่าถึงแม้จะสดใส ราบรื่นเพียงใด
ตัวของฉันเองก็ยังสามารถหาเรื่องทุกข์ใจได้เรื่อยๆ
ยังสามารถไม่พึงพอใจกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา กับสิ่งต่างๆ ที่ฉันทำ

ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระดาษพิมพ์งาน ที่เตรียมส่ง…มีรอยยับย่น
บรรณานุกรรม พิมพ์เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง หรือมีเครื่องหมาย . ที่ผิดพลาดไปเพียงตัวเดียว
ฉันก็พร้อมจะทำใหม่ แก้ไข เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง

บางคราวฉันรู้ว่ามันเป็นข้อเสียของฉัน
บางคราวฉันก็ไม่รู้ตัว
แต่นั่นมันก็คือตัวฉัน…

สำหรับคุณ คุณคือครูของฉัน
คุณสามารถดึงความห่วงใย ความรักทั้งหมดที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีมากมายขนาดนี้ออกมา
คุณทำให้ฉันรู้ว่าขีดจำกัดความอดทนของมนุษย์มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะขยายขีดจำกัดนั้นออกไปไหม

ฉันรักคุณมาก
แม้ว่าบางครั้งฉันไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ
เหมือนๆ กับที่บางครั้งคุณคงจะไม่พอใจ และงุนงง กับสิ่งที่ฉันทำ

บางครั้งเราอาจจะเกิดมาคู่กัน
ไม่ใช่เพราะเราเติมเต็มกันและกัน
แต่เพราะเราสามารถดึงความสามารถของอีกฝ่ายหนึ่งออกมาในเวลาที่เหมาะสม

สิ่งที่ฉันหลงลืมว่าเคยมีอยู่
สิ่งที่ฉันหลงคิดว่ามันไม่เคยมีจริง
และทั้งหมดนี้คือความหลงลืมที่ไม่จีรัง เหมือนดังเช่นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาในขณะนี้

ป.ล.กล้องของฉันเสียไปเสียแล้ว จะเล่าให้ฟังในบล็อกหน้านะคะ

Posted in ในพริบตา | Leave a comment

กองกระดาษ

ฉันอยู่ท่ามกลางกองกระดาษที่ฉันสร้างขึ้นมาเอง แน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีที่มา ฉันไม่ได้เนรมิตมันขึ้นมาด้วยตัวเองไปเสียทุกอย่าง กองกระดาษเหล่านี้มีผู้หยิบยื่นให้ แต่เป็นตัวฉันเองที่ไม่ยอมปล่อยให้มันหายไป กลับทำให้มันสะสมกองพะเนินเทินทึกอยู่ไม่เว้นวาย

หากเป็นเมื่อก่อน หากฉันพบบุคคลที่ทำเช่นนั้น ฉันคงเยาะเย้น ถากถาง รังเกียจ ดีไม่ดีก็คงถุยน้ำลายใส่ (แน่นอนเป็นแค่คำอุปมา) แต่มาบัดนี้เป็นตัวฉันเอง ที่นอนท่ามกลางกองกระดาษข้างเตียง บนโต๊ะ และรวมไปถึงที่วางในตระกร้าผ้าใต้เตียง (ไม่ได้ปะปนกับเสื้อผ้านะ !) ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรแน่ชัด เมื่อหันไปดูอีกทีมันก็ตั้งอยู่ตรงนั้นแล้ว

เริ่มจากการสะสมทีละน้อย จากสิ่งที่ฉันไม่อยากทำ จนเมื่อผ่านไปก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ฉันไม่อยากทำมันจริงๆ หรือแค่ฉันกลัวที่จะต้องทำในสิ่งที่ฉันกำลังจะทำ กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี กลัวว่าจะต้องรับผิดชอบต่อมัน กลัวว่าจะต้องคืบคลานชีวิตไปสู่สิ่งที่ยากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้นเมื่อทำอันก่อนหน้านี้สำเร็จแล้ว หรือกลัวที่จะต้องยอมรับว่าตัวเองมีชีวิตที่สามัญดาษดื่น ตื่นขึ้นมาทำงาน ส่งงาน อยู่เวร …ไม่ใช่ชีวิตที่คิดฝันว่าจะได้ทำในวัยสามสิบเช่นนี้

กองกระดาษเยาะเย้ยถากถางฉัน ยิ้มเยาะเหยียดหยัน และหากทำได้พวกมันคงถ่มน้ำลายรดฉันไปแล้ว ฉันมองพวกมันอย่างเพลียๆ ถอนใจ ก็ได้ๆ ไม่ต้องหยาบคายใส่กัน ฉันเบื่อเต็มทนแล้วที่ต้องอยู่ร่วมห้องหอกับพวกเธอ ฉันจะทำให้เสร็จทั้งหมด และก้าวต่อไป พอกันทีกับกองกระดาษไร้สาระ

 

Posted in ในพริบตา | Leave a comment

หมอก และ ควัน

วันนี้ฉันออกวิ่ง อากาศชื้น และมัวสลัว
สนามกีฬาเกือบร้างผูัคน
มีเพียงกลุ่มคุณลุงซึ่งฉันไม่รู้จักและไม่ปรารถนาจะรู้จัก จับกลุ่มคุยกันอยู่ที่เครื่องปั่นจักรยาน
มาเพื่อการใด ออกกำลังกาย พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เพียงเพื่อใช้เวลาให้หมดเปลืองเปล่า หรือเพียงแค่หนีความอึดอัดคับข้องใจที่บ้าน

บรรยากาศขมุกขมัว รอบกายจางไปด้วยกลุ่มก้อนกระจัดกระจายสีขาว
ฉันรับรู้ได้ว่ามันมีทั้งหมอกและควัน
ด้วยกลิ่นที่ล่องลอยมากระทบนาสิกประสาทบ่งบอกอย่างนั้น
…แยกความแตกต่างไม่ได้ด้วยสายตา

หมอกและควัน ไม่สามารถแยกออกจากกันด้วยสายตา
แต่สามารถรับรู้ความแตกต่างได้เมื่อสัมผัส

หมอก…จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำด้วยตัวของมันเองเมื่อกระทบเข้ากับดวงตา
ควัน…จะทำให้หยดน้ำในดวงตากลั่นออกมา ไหลรินจนฉันต้องกระพริบตาถี่

แล้วฉันก็ออกวิ่งต่อไป ท่ามกลางหมอกและควันนั้น

but I still keep running, through that fog and smoke, keep running ahead…

Posted in ในพริบตา | 1 Comment